Internet of Things…เติมสมองให้อุปกรณ์ผ่านอินเทอร์เน็ต

CAT E-Letter : December 2014

     นับการมีคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตเพียงหลักแสน...มาถึงหลักพันล้านในปัจจุบัน จากการใช้คอมพิวเตอร์แค่รับ-ส่งอีเมล์  ก้าวมาสู่โลกของ World Wide Web ที่ท่องไปได้ทุกที่ในชั่วอึดใจจากปลายนิ้ว  นั่นหมายถึงเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ คอมพิวเตอร์ที่ฉลาดขึ้นเรื่อยๆ  ในขณะที่มีขนาดเล็กลง และราคาถูกลงมาก  ดังนั้นการที่จะทำให้อุปกรณ์หลายอย่างที่เป็นเพียงเครื่องใช้ไม้สอยธรรมดามี “ความฉลาด” ของคอมพิวเตอร์ขึ้นมาบ้างจึงเป็นเรื่องที่เป็นไปได้

     “Internet of Things”  คือ แนวคิดที่เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์อัจฉริยะให้คุยกันได้เองโดยไม่ต้องผ่านคนจึงเกิดขึ้น โดยมีเป้าหมาย คือ ช่วยกันทำงานเพื่อให้คนสะดวกสบายขึ้น โดยที่คนไม่ต้องเข้าไปยุ่งหรือสั่งการเลยนั้นเริ่มเป็นจริงได้เพราะเทคโนโลยีพัฒนามาถึงระดับที่พอเหมาะ และต้นทุนในการผลิตฮาร์ดแวร์ขนาดเล็กๆ ก็ถูกกว่าในอดีตมาก  ซึ่งทุกวันนี้อุปกรณ์เครื่องไม้เครื่องมือที่อยู่รอบตัวเรา ไม่ว่าจะเป็นโทรศัพท์ ทีวี ตู้เย็น รถยนต์ ฯลฯ ล้วนแล้วแต่ฉลาดมากขึ้นเรื่อยๆ  เรามักจะได้ยินคำว่า Smart หรือไม่ก็ Intelligence กับสินค้ารุ่นใหม่ๆ    ความ Smart เหล่านี้  นอกเหนือไปจากการทำงานทางด้านต่างๆ ที่เพิ่มขึ้นแล้ว  ความสามารถด้านหนึ่งที่สำคัญคือ  การเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตเพื่อติดต่อกับระบบภายนอก และสามารถคิดคำนวณเรื่องต่างๆ แทนเราได้   

     เทคโนโลยีที่จะทำให้สิ่งของทั้งหลายเชื่อมต่อและสื่อสารกันได้ ที่เรียกว่า Internet of Things” นั้นประกอบด้วย RFID (Radio frequency identification) และ sensors   นั่นคือ การที่เรานำสิ่งของจำนวนมากมาติดป้ายอิเล็กทรอนิกส์ และมีเครื่องอ่านอยู่ทุกหัวระแหง  ซึ่งเปรียบเสมือนการเติมสมองให้กับสิ่งของ พร้อมทั้งการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต ให้สามารถส่งข้อมูล เพื่อคิดคำนวณ และแลกเปลี่ยนข้อมูลกันได้นั้น  นำมาซึ่งประโยชน์มากมายในเรื่องการบริหารต้นทุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธุรกิจการขนส่งสินค้า การควบคุมการผลิตในโรงงาน การขายปลีกในห้าง รวมไปถึงการรักษาความปลอดภัยในสนามบิน หรือการควบคุมการเคลื่อนไหวของสินค้า หรือการป้องกันการลักขโมยสินค้าในห้าง   จึงเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มที่คาดว่าจะเกิดขึ้นและมีการใช้อย่างแพร่หลายต่อจากเรื่องของคลาวด์ และ Big Data

     อย่างไรก็ดี Internet of Things นี้ไม่ได้เป็นเพียงส่วนขยายของอินเทอร์เน็ต ที่เรารู้จักกันอยู่เท่านั้น แต่จะเกิดเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของตนได้โดยพึ่งพาอยู่กับอินเทอร์เน็ต ซึ่งการเกิดประโยชน์จะเป็นในรูปแบบพึ่งพากับบริการ หรือธุรกิจใหม่ และจะสามารถครอบคลุมการสื่อสารในหลายรูปแบบ เช่น เครื่องสู่เครื่อง เครื่องสู่คนเป็นต้น

     ตัวอย่างของเทคโนโลยี “Internet of Things”  หลายๆ ประเทศเริ่มที่จะมีป้ายทะเบียนรถ หรือป้ายจ่ายค่าทางด่วนเป็นระบบอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีประโยชน์ต่อการใช้เครื่องอ่านข้างถนน ตรวจสอบว่ารถที่วิ่งผ่านไปคือรถทะเบียนอะไร หากมีการใช้งานกันอย่างทั่วถึง การติดตามรถหายอาจกลายเป็นเรื่องง่าย  เพราะจะปรากฎให้เห็นบนแผนที่เองเลยว่าอยู่ที่ไหน  สามารถส่งตำรวจไปดักจับข้างหน้าได้เลย  หรือการส่งออกสินค้าไปยังต่างประเทศหลายแห่งเริ่มมีการควบคุม ติดเครื่องอ่านเพื่อคุ้มครองว่า สิ่งต่างๆเมื่ออยู่ระหว่างการขนส่งจะไม่มีใครเคลื่อนย้าย หรือนำสินค้าปลอมมาสลับสับเปลี่ยน หากมีใครเปิดคอนเทนเนอร์ รวมทั้งเคลื่อนย้ายสินค้าที่อยู่ระหว่างการเดินทาง เครื่องอ่าน RFID ที่ตู้คอนเทนเนอร์จะส่งสัญญาณแจ้งให้เจ้าของทราบทันที  ปัจจุบันตอนนี้อุตสาหกรรมอาหารในยุโรปนั้นสามารถติดตามตำแหน่ง สภาพ และภูมิอากาศ ได้ตลอดการขนส่ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิ่งของที่อ่อนไหวต่อสภาพแวดล้อม เช่น ดอกไม้, อาหารปรุงสำเร็จ ทำให้สามารถป้องกันความผิดพลาดและตัดสินใจทางธุรกิจได้ดีขึ้น  หรือแม้แต่การใช้สมาร์ทโฟนในทุกวันนี้ที่มีการเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตตลอดเวลา  ก็ทำให้เราเข้าสู่โลกของ Internet of things เรียบร้อยแล้ว   เพราะมันสามารถจะส่งตำแหน่งของเราไม่ว่าจะอยู่ที่ใดในโลก แจกให้กับเพื่อนๆ ที่เราอนุญาตให้ติดตามได้รับรู้

     ลองจินตนาการสิ่งที่กำลังเกิดขึ้นในอนาคตอันใกล้นี้ผ่านชีวิตประจำวัน อาทิ ตื่นเช้ามาด้วยเสียงปลุกจากสมาร์ทโฟนที่ถูกตั้งเวลาอย่างเที่ยงตรงอย่างอัตโนมัติกับเซิร์ฟเวอร์บนอินเทอร์เน็ต (NTP Time Server) เมื่อหยิบสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูก็พบกับตารางนัดหมายของวันนี้ที่จัดทำไว้ผ่านทาง Cloud E-Mail Server เมื่อเปิดโทรทัศน์แบบ Smart TV ที่ต่ออยู่กับระบบอินเทอร์เน็ตก็สามารถเช็คสภาพอากาศ และการจราจรในเช้านี้ได้  ถึงเวลาอาหารเช้า  ตู้เย็นอัจฉริยะก็สามารถตรวจสอบและแจ้งได้ว่าอะไรใกล้หมด  พร้อมกับหมุนโทรศัพท์โดยอัตโนมัติเพื่อสั่งของไปยังร้านค้าที่เป็นสมาชิกอยู่   ถึงเวลาไปทำงานรถยนต์ที่มีระบบนำทางเชื่อมต่อกับอินเตอร์เน็ตจะคำนวณเส้นทางเดินทางที่ดีที่สุดให้ เป็นต้น

     และเมื่อเร็วๆ นี้ ผู้ผลิตรองเท้ากีฬาอย่างไนกี้เริ่มใส่ “ชิปคอมพิวเตอร์” เข้าไปในรองเท้า เพื่อให้มันตรวจวัดสถานการณ์วิ่งของเจ้าของได้ ว่าวิ่งเร็วอย่างไร วิ่งกี่ก้าว ลงเท้าหนักแค่ไหน ฯลฯ เก็บสารพัดสถิติเท่าที่สามารถเก็บได้จากเซ็นเซอร์ต่างๆ   สถิติเก็บไว้อย่างเดียวไม่มีประโยชน์อันใด รองเท้ากีฬาพวกนี้จึงสามารถส่งข้อมูลไปยังอุปกรณ์อื่นๆ ได้ เช่น ส่งสถิติการวิ่งของเราไปบนสมาร์ทโฟนเพื่อแสดงบนจอภาพให้เราเห็นว่าตอนนี้วิ่งไปแล้วกี่ก้าว แล้วคำนวณว่าผลาญพลังงานไปแล้วเท่าไร

     ปัญหาต่อไปที่วงการ  “Internet of Things”  จะต้องแก้ไขให้ได้คือ สร้าง "มาตรฐานกลาง" สำหรับอุปกรณ์สารพัดชนิดให้สามารถคุยเป็นภาษาเดียวกันได้ และแก้ปัญหาการทำงานผ่าน Wi-Fi ซึ่งใช้พลังงานเยอะเกินไปสำหรับอุปกรณ์ประเภทใส่ถ่านก้อนเดียวที่ควรอยู่ได้นานเป็นปีๆ  วงการไอทีจึงพยายามพัฒนาวิธีการสื่อสารไร้สายแบบใหม่ที่ทำงานได้เหมือน Wi-Fi แต่กินไฟน้อยลงมากๆ แถมเป็นมาตรฐานเปิดที่อุปกรณ์ใดๆ ก็ตามในโลกที่ถูกคิดขึ้นมาสามารถนำไปใช้งานได้ทันที

     ถ้าพูดเรื่องพวกนี้เมื่อ 10-20 ปีที่แล้ว เทคโนโลยีแบบนี้อาจดูเพ้อฝัน  แต่ถ้าในอนาคตอันใกล้นี้มีอุปกรณ์ในชีวิตประจำวันที่ “คิดเองไม่ได้”  แต่เราสามารถยัด “สมอง”  ไปให้มันได้ในอนาคต ก็น่าจะมีอะไรสนุกๆ ที่พลิกโฉมโลกได้อีกมากมาย

 

 

อ้างอิง

·       http://thaiopensource.org/

·       http://www.thairath.co.th/content/393132

·       http://www.bangkokbiznews.com

·       http://www.telecomjournalthailand.com/

·       http://csbc.sau.ac.th/labs/internetofthings

·       https://www.blognone.com/node/51537